แจ้งเตือนไว้ตั้งแต่บรรทัดแรก ว่าการพล่ามต่อไปนี้ ผมได้ทำและมันได้ผลลัพธ์ออกมาที่ดี ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะได้ผลลัพธ์แบบเดียวกันในทุกๆ ครั้ง ซึ่งขึ้นอยู่กับความพร้อมและระดับของวุฒิภาวะ ประสบการณ์และการถูกฝึกฝนขึ้นมาของแต่ละบุคคล

สวัสดีเช้าวันจันทร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2560 เช้าวันที่รถติดเป็นปกติสำหรับเมืองหลวงของประเทศไทย เช้าวันนี้ขณะกำลังรอรถแท็กซี่ออกจากบ้านก็เลยไถมือถือดูจนไปเจอฟีเจอร์หนึ่งของ Facebook คือ วันนี้เมื่อในอดีต และได้พบกับรูปที่ใช้เป็นรูปเปิดการพล่ามในเช้าวันนี้ ซึ่งทำให้ระลึกถึงหนึ่งในเครื่องมือที่ผมได้ใช้ ณ ตอนที่เข้าไปช่วยสร้างเส้นทางการเดินทางสายการพัฒนาและส่งมอบซอฟต์แวร์แบบแอจไจล์ ณ บริษัทแห่งหนึ่งและขอตั้งชื่อเครื่องมือนี้ว่า “รุ่นพี่ รุ่นน้อง เพื่อนพ้อง แบ่งปัน” (ลิเกมากมาก)

เมื่อทำการอุปโลกน์ตนเองเป็น Agile Coach หรือ ScrumMaster ขึ้นมานั้น หนึ่งในเรื่องที่ต้องดำเนินการทำให้เกิดคือ การสร้างทีมพัฒนาและส่งมอบซอฟต์แวร์ ใน Scrum จะเรียกทีมนี้ว่า Development Team โดยสำหรับผมนั้นขั้นต้นรเาต้องสร้างทีมที่มีคุณสมบัติ 3 คุณสมบัตินี้

  1. ทีมต้องวิเคราะห์ วางแผนและแบ่งงาน (Work Break Down) ได้เอง
  2. เฝ้าดู (Monitor) และบริหารจัดการ (Manage) ความคืบหน้าของการดำเนินการพัฒนาและส่งมอบซอฟต์แวร์ได้เอง
  3. เฝ้าดู (Monitor) และบริหารจัดการ (Manage) กระบวนการพัฒนาและส่งมอบซอฟต์แวร์ได้เอง

ทีมที่มีคุณสมบัติทั้ง 3 ข้อนี้มีชื่อที่เขาเรียกขานไว้คือ Self-Managing Team

ทำไมผมถึงจั๋วหัวการพล่ามครั้งนี้ด้วย Self-Managing Team?

เมื่อทีมลงมือทำการพัฒนาเพื่อส่งมอบซอฟต์แวร์นั้นระหว่างวันก็ต้องประสบพบเจอปัญหาต่างๆ ในแต่ละวัน เป็นเรื่องปกติ ในบริบทของ Development Team ใน Scrum หรือ Agile Team ในรูปแบบการพัฒนาแบบอื่นๆ ของแอจไจล์นั้น ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นทีมควรจะต้อง

คิด วิเคราะห์ วางแผน กำหนดการแก้ไขและตัวชี้วัดผลที่จะเกิด ได้เอง

หรือหากยังไม่พร้อมก็ให้ทีม

มีส่วนร่วมในการคิด วิเคราะห์ วางแผน กำหนดการแก้ไขและตัวชี้วัดผลที่จะเกิด ในช่วงแรกและสุดท้ายจะต้องให้ทีมนั้นเป็นผู้รับผิดชอบเอง

Agile Coach หรือ ScrumMaster เป็นหนึ่งในบุคคลที่ต้องรับผิดชอบในการสอน ทำให้ดูและฝึกฝนทีมให้สามารถทำเรื่องนี้ให้ได้

ในแต่ละวันที่เจอปัญหาเกิดขึ้นนั้น สมาชิกภายในทีมแต่ละคนจะได้รับประสบการณ์ของการแก้ไขเพื่อให้ปัญหานั้นลุล่วงไปได้ ไม่ว่าผลจะออกมาดีบ้างหรือแย่บ้าง แต่ทีมก็จะได้เรียนรู้และเมื่อปัญหาเดิมๆ หรือคล้ายๆ เดิมที่เคยประสบมากลับเข้ามาอีก ทีมก็จะสามารถที่จะคิด วิเคราะห์และวางแผนการดำเนินการแก้ไขได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ขอย้ำว่า ดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่ง Agile Coach หรือ ScrumMaster ผมแนะนำว่าควรจะต้องจดบันทึกหรือทำการบันทึกไว้ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเพื่อนำกลับมาใช้ในภายภาคหน้าและเพื่อให้ทีมได้มองย้อนกลับมาหากพบเจอปัญหาเหล่านั้นอีก

ทีมแรกที่ผมและทีมงานเข้าไปช่วยนั้นก็ไม่ได้ต่างกันกับที่พล่ามมาด้านบนนั้น จาก Sprint ที่ 1 มาจนถึง Sprint ที่ 8 ทีมได้สั่งสมประสบการณ์ไว้ระดับหนึ่ง

ผมต้องไปสร้างทีมพัฒนาซอฟต์แวร์และส่งมอบของอีกผลิตภัณฑ์หนึ่งในบริษัทนั้น และทีมที่สอง (รุ่นน้อง) ก็ได้เจอะเจอปัญหาเช่นเดิมกับที่ทีมที่หนึ่ง (รุ่นพี่) ได้เคยประสบพบเจอมา

ณ ตอนนั้นผมมีทางเลือกอยู่ในหัวสมองสองทางคือ

  1. ผมก็บอกเล่า เสนอทางเลือกในการแก้ไขปัญหา (ทีมยังไม่มีความพร้อมในการคิดทางแก้ไขออกมาเองได้) แล้วให้ทีมเลือกว่าจะใช้ทางไหนดีในการแก้ไขปัญหา
  2. ผมพาทีมที่สอง (รุ่นน้อง) ไปเจอกับทีมรุ่นพี่ (ทีมที่หนึ่ง) แล้วก็บอกเล่าสิง่ที่ทีมรุ่นน้องกำลังประสบพบเจอให้ฟัง แล้วให้ทีมรุ่นพี่บอกเล่าว่า ณ ช่วงเวลานั้นที่เจอะเจอปัญหาเดียวกันรุ่นพี่ผ่านพน้มาได้อย่างไรและมีอะไรที่ต้องระวังบ้าง

ผมเลือกทางที่สอง และดำเนินการดังนี้

เดินไปหาทีมรุ่นพี่ พร้อมทั้งบอกเล่าว่า ณ ตอนนี้ ทีมรุ่นน้องกำลังเจอะเจอปัญหาอะไรซึ่งรุ่นพี่เคยเจอมาแล้วเมื่อตอนไหน

ให้ทีมรุ่นพี่ระลึกนึกย้อนไปถึง ณ ตอนนั้นว่าได้แก้ไขปัญหานั้นอย่างไร โดยส่วนหนึ่งได้จากบันทึกที่ตัวเองจดเก็บไว้ ก็เอามาเล่าย้อนให้ทีมรุ่นพี่ฟัง จนระลึกได้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง

เรียกทีมรุ่นน้องมาพบทีมรุ่นพี่พร้อมทั้งให้ทีมรุ่นน้องแนะนำตัวเองว่ากำลังพัฒนาอะไรตอนนี้และเจอปัญหาอะไรอยู่

ผมแจ้งว่ามีกรอบเวลาให้ไม่เกิน 30 นาทีในการพูดคุย

รุ่นพี่ที่ได้ทำการตระเตรียมไว้แล้วนั้นก็เริ่มการพูดคุย สักถามและแบ่งปันประสบการณ์ที่เคยเจอะเจอปัญหาที่ละหม้ายคล้ายกันให้รุ่นน้องฟัง

ตลอดระยะเวลา 30 นาทีนั้นก็มีการแลกเปลี่ยนเกิดขึ้นจนทีมรุ่นน้องได้ข้อมูลกลับไปเพื่อพิจารณาและประกอบการตัดสินใจ

ทั้งสองทีมก็แยกย้ายกันทำงานของตนเองต่อไป

เอาเข้าจริงๆ แล้วนั้นในการปรับ เสริม เติม แต่ง หลายๆ ทักษะให้กับทีมนั้นในบริบทของ Scrum ถือเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของ ScrumMaster โดยตรงที่จะสร้างทีมที่ทำงานได้แบบ Well Work (ยังหาคำไทยสวยสวยไม่ได้) ขึ้นมาได้อย่างไร

หลายๆ ครั้งตอนผมเป็น ScrumMaster ผมก็เสนอทางเลือกให้ทีมตัดสินใจเลย โดยทางเลือกเหล่านั้นมาจากสิ่งที่ผมเองเคยทดลองใช้แล้วและได้ผลลัพธ์ออกมาไม่ว่าจะดีมากหรือดีน้อย แต่ก็จะย้ำกับทีมเสมอว่า

มันเคยใช้ได้ ณ สถานที่นั้น ช่วงเวลานั้น บุคคลกลุ่มนั้น ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าจะใช้ได้ดีใน สถานที่นี้ ช่วงเวลานี้และเรานะ ขอให้พิจารณา

การสร้างทีมขึ้นมาหนึ่งทีมนั้นไม่ได้ใช้เวลาเพียงแค่ชั่วข้ามคืน ScrumMaster เองต้องวางแผนให้รอยต่อของการสอน (Training) และการโค้ช (Coaching) นั้นแนบเป็นชิ้นเดียวกันให้ได้ ซึ่งการสอนและการโค้ชเรามีได้หลากหลายวิธีมากกว่านั่งในชั้นเรียน เงยหน้าดู Presentation

การที่ผมตัดสินใจให้ทีมรุ่นพี่และรุ่นน้องนั้นมาเจอกันและบอกเล่าประสบการณ์นั้น มิใช่ของใหม่อะไรเลย เรา เรา ทำกันอยู่แล้วโดยไม่รู้ตัวแต่สำหรับคนที่ไม่เคยทำงานด้วยกันมาก่อนอาจจะเกิดอาการเขินอาย ไม่สบายตัวกับการที่จะเข้าไปคุยกับคนหน้าแปลกหรือแปลกหน้า

ดังนั้น ScrumMaster ต้องแปลงร่างตัวเองเป็น ตัวเร่งปฏิกิริยา

วันอังคารที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2560 เวลา 09:44น.
หลักสี่ กรุงเทพมหานคร